โรคอ้วน
อ้วนคือการที่ร่างกายสะสมไขมันไว้ตามส่วนต่างๆของร่างกายมากเกินปกติ
เมื่อมีการสะสมไขมันในปริมาณที่มาก ทำให้เกิดภาวะของโรคอ้วนได้
ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคอ้วนนั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุ อาจเกิดจากกรรมพันธุ์
โรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคเครียด บางคนหาทางออกด้วยการกิน หรือเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
เมื่อเราต้องเผชิญกับโรคอ้วน ไม่เพียงต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่มากเกิน
แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ โรคแทรกซ้อนต่างๆ อาทิเช่นโรคไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไต ระบบหายในผิดปกติ เป็นต้น
การตรวจคลอเรสเตอรอล
หากคุณไปพบแพทย์เพื่อตรวจคลอเรสเตอรอล จะพบว่า
ค่า LDL (หรือคลอเรสเตอรอลชนิดร้าย) ควรน้อยกว่า 100 มก/ดล. (มิเช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
หรือ โรคหัวใจได้)
ค่า HDL (คลอเรสเตอรอลชนิดดี) ควรมากกว่า 40 มก/ดล.
ค่าไตรกลีเซอไรด์ (TRG) ควรน้อยกว่า 150 มก/ดล.
มารู้จักไขมันกันเถอะ
พวกเราทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า โคเลสเตอรอล (clolesterol) และ ไตรกลีเซอไรด์
(triglyceride) เพราะในการตรวจร่างกายประจำปีหรือในผู้สูงอายุ แพทย์มักจะแนะนำให้ตรวจหาปริมาณของไขมันในเส้นเลือดด้วยนอกเหนือไปจากการตรวจหาน้ำตาลในเลือดการตรวจหาปริมาณไขมันในเลือด
ก็เพื่อดูความเสี่ยงของการเกิดภาวะ หลอดเลือดตีบ stenosis of the artery
ถ้า หลอดเลือดของหัวใจ coronary artery ตีบ ก็จะทำให้
กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือถ้าหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ ก็จะทำให้เนื้อสมองตาย
การตีบตันของเส้นเลือดของหัวใจะทำให้เกิดอาการหัวใจวาย heart attack
หรือการตีบตันของเส้นเลือดที่เข้าไปเลี้ยงสมองจะทำให้เกิดอาการอัมพาต
paralysis บางส่วนของร่างกายได้
ไขมันในร่างกายเรามีอยู่ 3 ชนิดคือ
1 โคเลสเตอรอล clolesterol เป็นไขมันที่ได้มาจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่
ส่วนที่เหลือตับจะสังเคราะห์ synthesis ขึ้นมาจากน้ำตาลในร่างกายโคเลสเตอรอล
จะเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ cell membrane และเนื้อเยื่อ tissue รวมทั้งเป็นวัตถุดิบในการสร้างฮอร์โมนเพศ
(ชายและหญิง) นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในการผลิตน้ำดี (bile)เพื่อช่วยดูดซึมไขมันผ่านลำไส้เล็กเข้าสู่ร่างกาย
โคเลสเตอรอลนี้ถ้ามีมากเกินไปก็จะไปพอกตามผนังหลอดเลือด ทำให้รูหลอดเลือดตีบ
ค่าปกติของโคเลสเตอรอลในเลือดคือ 150-250 มิลลิกรัม / เดซิลิตร
2. ไตรกลีเซอไรด์ triglyceride เป็นไขมันที่ได้จากไขมันสัตว์
น้ำมันจากสัตว์ และพืช เมื่อรับประทานเข้าไปปริมาณมากแต่ไม่ได้นำใช้เป็นพลังงาน
ก็จะถูกนำไปเก็บสะสมไว้ในชั้นใต้ผิวหนังในพุงของชายหรือต้นแขนต้นขา ตะโพกของผู้หญิงเมื่อไม่ได้รับประทานอาหารที่มีไขมัน
ร่างกายก็จะนำเอาไขมันที่สะสมไว้ตามพุงหรือแขน ขา ก้นไปใช้ เนื่องจากไตรกลีเซอไรด์ให้พลังงานสูง
คือ 1 กรัมจะให้พลังงาน 9 แคลอรี่ การทำงานการออกกำลังกาย ร่างกาย ต้องใช้ไตรกลีเซอไรด์
ดังนั้นการออกกำลังกายจึงสามารถควบคุมหรือช่วยลดปริมาณไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดได้
ค่าปกติของไตรกลีเซอไรด์ในเลือดคือ 35-165 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ไตรกลีเซอไรด์จะประกอบไปด้วย
กลีเซอรอล glycerol และกรดไขมัน fatty acid ซึ่งกรดไขมันนี้ก็ยังมีอยู่
2 ชนิด คือ กรดไขมันอิ่มตัว saturated fatty acid ซึ่งมีมากในไขมันสัตว์
นม เนย เนื้อสัตว์ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เนื่องจากเมื่ออิ่มตัวแล้วไม่มีปฏิกริยา
ทางเคมีกับสารอื่นใด จึงล่องลอยในกระแสเลือด ตกตะกอนหรือเกาะตามผนังหลอดเลือดได้
กรดไขมันไม่อื่มตัว unsaturated fatty acid มีมากในน้ำมันพืช
เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำผอย น้ำมันเมล็ดทานตะวัน
น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วลิสง
เนื่องจากไม่อื่มตัวจังไม่ตกตะกน และไปตามกระแสเลือด circulation ยังอวัยวะ
เป้าหมายได้
3. ฟอสโฟโลปิด phospholipid เป็นไขมันที่สำคัญ เป็นส่วนประกอบของผนังของเซลล์ในร่างกาย
ในการศึกษาวิจัยหลายชิ้นของญี่ปุ่น ปรากฎผลว่าสาหร่ายเกลียวทองไม่ใช่อาหารวิเศษแต่เป็นอาหารเสริมที่ดีมากสำหรับการรักษาแผนปัจจุบัน
เพราะช่วยจัดการกระบวนการสันดาปด้วยวิธีการที่หลากหลาย สาหร่ายเกลียวทองยังใช้เป็นสารช่วยควบคุมอาหารได้ดีอีกด้วย
สาหร่ายเกลียวทองสามารถส่งเสริมกำลังใจและทำให้การควบคุมอาหารประสบความสำเร็จได้ดีขึ้น
2 ประการ คือ
หนึ่ง สาหร่ายเกลียวทองเป็นแหล่งที่มีโปรตีนเข้มข้นซึ่งถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
และมีโพลีแซกคาไรด์ซึ่งช่วยเพิ่มระดับกลูโคสในเลือดเนื่องจากสมองจะสั่งการให้รู้สึกหิวเมื่อมีปริมาณสำรองของกลูโคสในเลือดหรือกรดอะมิโนต่ำ
โดยไม่คำนึงว่ามีอาหารอยู่เต็มกระเพาะ หรือไม่ การรับประทานสาหร่ายเกลียวทองทำให้ร่างกายมีสารอาหารอยู่ในระดับสูง
จึงหลอกให้สมองหลงผิดคิดไปว่าร่างกายได้รับอาหารจนอิ่มแล้วได้
ตามที่ ดร. ริชาร์ด พาสวอเตอร์ กล่าว สาหร่ายเกลียวทองพร้อมที่จะเข้าสู่กระแสเลือด
และส่งสัญญานให้ร่างกายทราบว่ากำลังได้รับสารอาหารที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้
เนื่องจากต่อมไฮโปธาลามัสที่ควบคุมความอยากอาหารจะถูกกระตุ้นจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
ดังนั้น การทำให้เลือดมีสารอาหารเต็มเปี่ยมและป้องกันมิให้น้ำตาลในเลือดลดลงอย่างกระทันหัน
จึงช่วยให้ไม่อยากอาหารได้
กลไกประการที่สองที่สาหร่ายเกลียวทองควบคุมความอยากอาหารได้นั้นมีความชัดเจนน้อยกว่าและยังเป็นเพียงแค่ทฤษฎี
แต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จจากการทดลองในคนไข้จำนวนมากมาแล้ว ดร.
วิลเลียม โกลด์แวก และ ดร.มาร์เควตตา ฮังเกอร์ฟอร์ด แห่ง Center for
Holistic and Preventive Medicine ในเมืองสแตนตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่าสาหร่ายเกลียวทอง
เป็นมาตรฐานส่วนหนึ่งของโปรแกรมลดน้ำหนักของเขา
ดร. พาสวอเตอร์ อธิบายว่าโครงสร้างของกรดอะมิโนในสาหร่ายเกลียวทองสามารถจะส่งผลโดยตรงต่อระดับของการส่งผ่านประสาทสัมผัสในสมอง
โดยเฉพาะสมองส่วนที่ควบคุมความปรารถนา, อารมณ์ และความอยากอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาหร่ายเกลียวทองมีกรดอะมิโนเฟนีลอะลานีนเข้มข้น
ในปริมาณมากที่ปรากฎว่ามีผลต่อการเปลี่ยนสารเคมี ในสมองให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ควบคุมอาหาร
โดยปกติ กรดอะมิโนที่ได้รับจากอาหารประเภทโปรตีนจะถูกทำให้แตกตัวในระหว่างการย่อยจากนั้นก็ประกอบตัวขึ้นใหม่โดยกระบวนการสันดาป
ในร่างกายของเราเองเพื่อสร้างโปรตีน ของมนุษย์ อย่างไรก็ดี กรดอะมิโนบางชนิดถูกเจาะจงใช้เพื่อการสังเคราะห์ฮอร์โมนของสมองที่ส่งผลต่ออารมณ์,
ความรู้สึกผาสุข, ความว่องไว, ระดับพลังงานและการทนต่อความเหนื่อยล้า
และความรู้สึกหิว
ถ้ามีกรดอะมิโนทุกชนิดอยู่ครบถ้วนสมดุลพร้อมในเวลาเดียวกัน
สารเคมีในสมองจะคงที่โดยไม่มีการผันแปรที่ผิดปกติต่ออารมณ์รุนแรงใดๆ
แต่เมื่อกรดอะมิโนชนิดใดชนิดหนึ่งที่เปลี่ยนรูปไปเป็นสารส่งผ่านประสาทสัมผัสได้มีจำนวนลดน้อยลงจนไม่เพียงพอ
การแย่งชิงตัวของกรดอะมิโนเหล่านี้ไปใช้จึงทำให้สารเคมีในสมองบางชนิดเริ่มที่จะมีอิทธิพลเหนือสารเคมีตัวอื่นๆ
เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น อารมณ์จะปรวนแปรไป นี่เป็นทฤษฎีเบื้องหลังการผลิตยากล่อมประสาทบางชนิด
เช่น MAO inhibitors และวิธีการรักษาโรคทางจิตเวชด้วยการควบคุมสารอาหาร
สาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณของเฟนีลอะลานีนและไทโรซินมากพอสมควร
ทั้งสองชนิดเป็นกรดอะมิโนที่ใช้สร้างฮอร์โมนต่างๆ ของสมอง ตัวอย่างเช่น
นอริพิเนฟริน (norepinephrine)
นอกจากจะมีผลดีอย่างที่ได้กล่าวแล้ว นอริพิเนฟรินยังสามารถเพิ่มความดันโลหิตและทำให้เส้นประสาทยืดหยุ่นได้
การที่สมองปล่อยฮอร์โมนนอริพิเนฟรินออกมา เป็นเพราะสมองถูกกระตุ้นโดยยากระตุ้นประสาทและความเครียดแต่การปล่อยฮอร์โมนออกมาแบบไม่เป็นธรรมชาตินี้
จะทำให้ร่างกายสูญเสียความสามารถในการผลิตฮอร์โมนในที่สุด ดังนั้น จึงทำให้ปัญหายิ่งเลวร้ายลงไปอีกนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าการจัดการให้สมองหลั่ง
ฮอร์โมนนอริพิเนฟริน อย่างเป็นธรรมชาติด้วยการเปลี่ยนแปลงอาหารที่รับประทาน
อาจทำให้เกิดผลที่ถาวรและมีความเสียหายน้อยกว่ากันได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เฟนีลอะลานีนและไทโรซินที่มีอยู่ในระดับสูงของสาหร่ายเกลียวทองสามารถระงับความหิวในคนบางคนได้โดย
ชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในสมองการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บางคนรู้สึกว่าสามารถควบคุมอาหารได้ง่ายขึ้น