Language  

งานวิจัย จุลโภชนาหารที่เป็นแหล่งพลังงาน
-ทองสีเขียวแห่งโลกอนาคต
-ผู้แต่ง
-ประวัติและที่มา
-สาหร่ายเกลียวทองคืออะไร
-องค์ประกอบ
-คุณค่าทางโภชนาการ
-เกี่ยวกับสุขภาพ
-วิธีการใช้
-เอกสารอ้างอิง
- บทสรุป

 


ทองสีเขียวแห่งโลกอนาคต

ทำไมสาหร่ายเกลียวทองจึงถูกเรียกว่า "ทองสีเขียวแห่งโลกอนาคต" ทั้งนี้ก็เพราะ แม้จะเป็นเพียงอาหารธรรมดาจากแหล่งน้ำของโลก แต่สาหร่ายเกลียวทองกลับมีโปรตีนที่สมบูรณ์มากกว่า
ในเนื้อเสต็ก มีองค์ประกอบของแร่ธาตุอย่างมากมาย มีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์หลากหลายชนิดทั้งยังอุดมไปด้วยเอนไซม์ที่มีประโยชน์ต่างๆ อย่างไรก็ดี สาหร่ายเกลียวทองยังเป็นยิ่งกว่าอาหาร
จากผลการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองมีคุณประโยชน์ต่อการควบคุมน้ำหนัก โรคภูมิแพ้ ปัญหาทางสายตา ความผิดปกติของคาร์โบไฮเดรท โรคโลหิตจาง และอาการของโรคอื่นๆ อีกมากมาย
หนังสือเล่มนี้บอกกล่าวเรื่องราวที่น่าทึ่งของสาหร่ายเกลียวทองและประโยชน์ด้านโภชนาการและสุขภาพที่สาหร่ายเกลียวทองสามารถสร้างให้แก่ท่าน

เกี่ยวกับผู้แต่ง

แจ็ค โจเซฟ ชาลเล็ม เป็นหนึ่งในนักเขียนเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพและโภชนาการที่มีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอในปัจจุบัน ข้อเขียนของเขาและบทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Orhomolecular
nutrition เช่น ดร.ไลนัส พอลิ่ง, วิลเฟิร์ด อี ชูท และ อับราม ฮอฟเฟอร์ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆปรากฏอย่างสม่ำเสมอในวารสาร Let's Live, Bestways, The Health Quarterly และสิ่ง
ตีพิมพ์ทั่วไปด้านวิชาการและผู้บริโภค เขาและภรรยาผู้ซึ่งเป็นนักเขียนในสาขาสุขภาพและโภชนาการเช่นเดียวกัน ต่างเป็นนักเขียนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของหนังสือชื่อ What Herbs Are All About

ประวัติความเป็นมา
อาหารขั้นพื้นฐานที่สุด

เมื่อชีวิตแรกอุบัติขึ้นบนพื้นผิวของโลกนั้น น่าจะเป็นเพียงแค่เซลล์เดียวธรรมดา ล่องลอยอยู่ในสารชีวเคมีเข้มข้นที่ประกอบกันขึ้นเป็นน้ำของดาวเคราะห์ดวงนี้ สิ่งมีชีวิตที่ปรากฏอยู่บนบกและมี
หลายเซลล์ซับซ้อนนั้น เคยเป็นพวกแรกๆ ที่ได้ผ่านช่วงเวลาแห่งวิวัฒนาการมาสู่อนาคตในระยะเริ่มต้นของยุคดึกดำบรรพ์ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ล่องลอยอยู่ในน้ำอย่างสงบสุขและอบอุ่นภายใต้แสงอาทิตย์
เริ่มกลายเป็นเสมือนโรงงานจุลเคมีที่ผลิตโปรตีน, คาร์โบไฮเดรท, กรดอะมิโน, วิตามิน, เอนไซม์, และสารเคมีชีวภาพอื่นๆ ที่เราได้ทราบกันต่อมาว่ามีอยู่ในห้วงจักรวาล

จากการเปลี่ยนแปลงอันน่ามหัศจรรย์โดยไม่มีสิ่งใดมารบกวน รูปแบบของชีวิตได้พัฒนาผ่านช่วงเวลานับพันๆ ปี สิ่งที่สืบทอดมาจากเซลล์ที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ ยังคงดำรงระบบการแปรรูป
พลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นอาหารอันบริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง โรงงานผลิตอาหารขนาดเล็กจิ๋วแต่ทรหดเหล่านี้ก็คือสาหร่าย (Algae)

สาหร่ายเซลล์เดียวที่ถูกจำแนกพวกให้เป็น Monera ตามความหมายทางชีววิทยา คือโรงงานผลิตอาหารแห่งแรกของโลก ซึ่งต้องอาศัยพลังงานของดวงอาทิตย์ในการสร้างสรรค์สาร
อาหารบำรุงเลี้ยงชีวิตโดยผ่าน กระบวนการสังเคราะห์แสง ความเรียบง่ายของสาหร่ายช่วยลดกิจกรรมที่ไม่จำเป็นและการสูญเสียพลังงานลง ทำให้เซลล์สามารถมุ่งเน้นเฉพาะกิจกรรมการผลิตอาหาร
แต่เพียงอย่างเดียวสำหรับคนที่สนใจในความบริสุทธิ์ของอาหาร คำกล่าวที่ว่าให้รับประทาน "สิ่งที่อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร" เป็นความจริงที่ไม่ต้องท้าพิสูจน์มาเป็นเวลานานแล้ว เนื่องจากอาหารที่เรียบง่าย
แสดงว่าเป็นอาหารที่มีความเข้มข้นของการปนเปื้อนน้อยกว่า สาหร่ายมิใช่จะอยู่ในส่วนล่างสุดของห่วงโซ่อาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานและเป็นจุดแรกเริ่มที่สร้างอาหารขึ้นด้วย

สาหร่ายเกลียวทองคืออะไร

สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายหลายเซลล์ธรรมดาชนิดหนึ่งซึ่งเจริญเติบโตในน้ำอุ่นที่มีความเป็นด่างสูง ชื่อของ "สาหร่ายเกลียวทอง" หรือ "Spirulina" ได้มาจากคำ "helix" หรือ "spiral" ในภาษาละตินซึ่งแสดงถึงลักษณะทางกายภาพของสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างบิดวนเป็นเกลียว

สาหร่ายเกลียวทองถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น "อาหารแห่งอนาคต" เพราะความสามารถที่น่าทึ่ง ในการสังเคราะห์อาหารเข้มข้นคุณภาพสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าสาหร่ายชนิดอื่นๆ ที่เด่น
ที่สุดคือ 65-71% ของสาหร่ายเกลียวทองเป็นโปรตีนสมบูรณ์ที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นในปริมาณที่สมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อวัวที่มีโปรตีนเพียง 22% เท่านั้น

สาหร่ายเกลียวทองมีอัตราการสังเคราะห์แสงสูงถึง 8-10% เมื่อเทียบกับพืชที่เจริญเติบโตบนบกอย่างถั่วเหลืองที่มีอัตราการสังเคราะห์แสงเพียงแค่ 3%
นอกจากนี้ สาหร่ายเกลียวทองยังเป็นหนึ่งในพืชไม่กี่ชนิดที่เป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ซึ่งวิตามินชนิดนี้มักพบในเนื้อเยื่อของสัตว์เท่านั้น สาหร่ายเกลียวทอง 1 ช้อนชา ให้วิตามินบี 12
มากเป็น 2 เท่าครึ่งของที่กำหนดไว้ในปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน (RDA) และยังมีจำนวนมากกว่า 2 เท่าของวิตามินบี 12 ที่พบในตับในปริมาณที่เท่ากัน

สาหร่ายเกลียวทองยังให้คุณค่าทางโภชนาการด้านอื่นๆ ด้วยความเข้มข้นสูง เช่นกรดอะมิโน, แร่ธาตุชนิดต่างๆ, สารให้สี, น้ำตาลแรมโนส (น้ำตาลที่ได้จากพืชที่มีโครงสร้างซับซ้อน),
ธาตุเฉพาะอย่างที่พบน้อยมากในพืชและสัตว์, และเอนไซม์ ทุกสิ่งล้วนอยู่ในรูปแบบที่สามารถย่อยและดูดซึมได้ง่าย

ถึงแม้ว่าสาหร่ายเกลียวทองจะเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก แต่ก็จัดว่ามีขนาดค่อนข้างใหญ่ คือมีความยาวถึง 0.5 มิลลิเมตร ใหญ่กว่าสาหร่ายชนิดอื่นๆ นับ 100 เท่า ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นเซลล์
บางเส้นที่เรียงต่อกันของสาหร่ายเกลียวทองได้ด้วยตาเปล่า ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการแพร่พันธุ์ได้อย่างมากมายของเซลล์และนิสัยที่ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มทำให้สาหร่ายเกลียวทองกลายเป็นกลุ่ม
มวลพืชที่มีขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดาย

สาหร่ายมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามความเข้มของสี และถูกจำแนกออกเป็นสีเขียวแกมน้ำเงิน, สีเขียว, สีแดง, และสีน้ำตาล สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชนิดหนึ่ง ตามสี
ที่ปรากฏในโครงสร้างของเซลล์ ทั้งสีเขียวของคลอโรฟิลล์ และสีน้ำเงินของไฟโคไซยานิน ถึงแม้ว่าสาหร่ายเกลียวทองจะมีความเกี่ยวพันกันห่างๆ กับสาหร่ายเคล์พ แต่สาหร่าย
เกลียวทองไม่ใช่พืชทะเล อย่างไรก็ดี บึงน้ำจืดและทะเลสาปที่สาหร่ายเกลียวทองชอบก็มีความเค็มสูงอย่างเห็นได้ชัด ด้วยค่า pH ระหว่าง 8-11 มากกว่าในทะเลสาปธรรมดา และทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก
รูปแบบอื่นๆ ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สาหร่ายเกลียวทองยังเจริญเติบโตได้ดีในน้ำอุ่นจัดระหว่าง 32-45 องศาเซลเซียส (ประมาณ 85-112 องศาฟาเรนไฮท์) และยังสามารถทนอยู่ได้ใน
อุณหภูมิที่สูงถึง 60 องศาเซลเซียส (140 องศาฟาเรนไฮท์) อีกด้วย

สาหร่ายเกลียวทองสายพันธุ์หนึ่งที่ปรับตัวอยู่ในทะเลทราย จะยังคงดำรงชีพอยู่ได้เมื่อหนองน้ำที่เป็นถิ่นที่อยู่ของมันเหือดแห้งไปภายใต้แสงอาทิตย์อันร้อนแรง มันจะค่อยๆ แห้งลงเข้าสู่
ระยะพักตัวจนติดอยู่กับก้อนหินที่ความร้อนสูงถึง 70 องศาเซลเซียส (160 องศาฟาเรนไฮท์) ในระยะพักตัวนี้เองสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นสีขาวใสและมีรสหวานมากขึ้นตามลำดับ
อันเนื่องมาจากโครงสร้างโปรตีน 71% นั้น แปรรูปไปเป็นน้ำตาลโพลีแซกคาไรด์ด้วยความร้อน

นักวิทยาศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่า "แมนนา" อาหารศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้าของชาวอิสราเอลผู้เร่ร่อนซึ่งปรากฎขึ้นอย่างปาฏิหาริย์บนก้อนหินภายหลังจากการทำลายล้างคำสาปแช่ง และได้รับการบรรยายว่ามีรส"เหมือนขนมปังกรอบชนิดบาง ที่ทำจากน้ำผึ้ง" อาจเป็นรูปแบบหนึ่ง
ของสาหร่ายเกลียวทองระยะพักตัวก็ได้

การที่สาหร่ายเกลียวทองสามารถเจริญงอกงามในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและมีความเป็นด่างสูงนี้ ทำให้มั่นใจได้ในด้านสุขอนามัย เนื่องจากไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดสามารถคงอยู่และปนเปื้อนในน้ำ
ที่สาหร่ายชนิดนี้เจริญเติบโตได้ สาหร่ายเกลียวทองไม่เหมือนกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีความสัมพันธ์ที่ตายตัวอย่าง "เชื้อจุลินทรีย์" และ "ซากสกปรกที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ" เพราะสาหร่ายเกลียวทองนั้น
แท้ที่จริงแล้วเป็นอาหารที่สะอาดที่สุด ซึ่งได้รับการทำให้ปลอดเชื้ออย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุดชนิดหนึ่งเท่าที่เคยพบในธรรมชาติ

การปรับตัวได้ดีต่อความร้อนของมัน จึงทำให้มั่นใจได้ว่าสาหร่ายเกลียวทองยังคงรักษาคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้เมื่อต้องผ่านความร้อนสูงระหว่างกระบวนการผลิตและการเก็บรักษา
ไม่เหมือนกับอาหารจากพืชหลายชนิดที่เสื่อมคุณค่าลงอย่างรวดเร็วที่อุณหภูมิสูง

สาหร่ายเกลียวทองยังคงไม่ธรรมดาแม้ในหมู่สาหร่ายด้วยกัน เนื่องจากมันเป็น "Nuclear plant" ซึ่งหมายถึงว่าเป็นสิ่งที่มีวิวัฒนาการสูงถึงจุดที่เชื่อมต่อระหว่างความเป็นพืชกับความเป็นสัตว์ มันถูกตัดสินว่ามีสถานะค่อนข้างสูงกว่าความเป็นพืชก็เพราะไม่มีผนังหุ้มเซลล์ที่แข็งแบบเซลลูโลสเหมือนผนังเซลล์ของพืช ทั้งยังไม่มีนิวเคลียสที่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามระบบการสันดาปของมันมี
พื้นฐานมาจากการสังเคราะห์ด้วยแสง อันเป็นกระบวนการในการผลิตพลังงานจากอาหารโดยใช้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์โดยตรงร่วมกับคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นรูปแบบวิถีชีวิตพื้นฐานของพืช

ตามความเป็นจริง สาหร่ายเกลียวทองเป็นทั้งพืชและสัตว์ในช่วงของการวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อาณาจักรพืชและอาณาจักรสัตว์ถูกแยกออกจากกัน ดังนั้นมันจึงประมวลเอารูปแบบ
ที่สามัญที่สุดของชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ในทางกลับกันสาหร่ายชนิดอื่น เช่น คลอเรลลา ได้พัฒนาลักษณะของผนังเซลล์ที่แข็งและไม่สามารถย่อยได้ของพืชขึ้น

มีสาหร่ายเกลียวทองถึง 35 ชนิด แพร่พันธุ์อยู่ในทะเลสาปธรรมชาติที่มีความเป็นด่างสูงทั่วโลก เช่น ทะเลสาปชาด (ประเทศชาด), ทะเลสาปเทกซ์โคโค (ประเทศเม็กซิโก), ทะเลสาปรูดอล์ฟ,
ทะเลสาปนากูรา (ทั้งสองแห่งอยู่ในประเทศเคนยา) และมีอยู่ในแหล่งน้ำเล็กๆ หลายแห่งในพื้นที่ส่วนที่แห้งแล้งของโลก

เนื่องจากลักษณะที่บิดวนเป็นเกลียวของสาหร่าย ดูเหมือนเป็นลักษณะตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองจากสภาวะความเป็นกรด-ด่างและสารอาหาร จึงเป็นไปได้ว่าความแตกต่างของรูปร่างเป็นผลมาจาก
การผันแปรไปของสายพันธุ์

ประวัติของสาหร่ายเกลียวทอง

ความเป็นไปได้ที่ว่าแมนนาคือสาหร่ายอาจเป็นเพียงการคาดเดา แต่ก็ยังมีตัวอย่างทางประวัติศาสตร์อีกหลายเรื่องที่แสดงว่าสาหร่ายเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญได้ถูกบันทึกไว้

เมื่อผู้พิชิตชาวเสปนมีชัยชนะเหนืออาณาจักรแอซเทคของเม็กซิโก พวกเขาพบว่าชาวพื้นเมืองยังชีพด้วยข้าวโพด, ถั่วเหลือง, น้ำเต้า และฝ้าลึกลับสีเขียวที่ลอยอยู่เต็มทะเลสาปเท็กซ์โคโค
แห่งหุบเขาทีโอทิฮัวกัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเม็กซิโกซิตี้ในปัจจุบัน

ชาวแอซเทคเรียกสาหร่ายสีเขียวนี้ว่า "tecuitlatl" และถือเป็นสินค้าชนิดหนึ่งนอกเหนือจากการนำไปเป็นอาหารประจำวัน tecuitlatl นี้เป็นรูปแบบหนึ่งของสาหร่ายเกลียวทองที่ยังคงเจริญ
งอกงามอยู่ในทะเลสาปเท็กซ์โคโค

อารยธรรมของชาวแอซเทคมีความโดดเด่นในด้านความหรูหราฟุ้งเฟ้อ, การมีวัฒนธรรม, และการมีประชากรมากมายหลายเชื้อชาติ สิ่งที่สร้างความพิศวงให้แก่นักโบราณคดีเมื่อขุดค้นพบ
บันทึกทางวัฒนธรรมที่ถูกฝังไว้ก็คือ ไม่มีหลักฐานใดที่แสดงว่ามีแหล่งให้โปรตีนคุณภาพสูงสำหรับดำรงความเจริญเช่นนั้นได้เลย สัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆ ก็ขาดแคลน ทั้งนี้ก็เพราะวัว แกะ ม้า และสัตว์
ชนิดอื่นๆ ที่เรานำมาใช้ในการเพาะปลูกยังเป็นสัตว์ป่าในยุคโลกเก่า ทั้งยังหาได้ยากในดินแดนแอซเทค

เนื่องจากการบูชายัญมนุษย์และการกินเนื้อมนุษย์ก็เป็นลักษณะหนึ่งของสังคมแอซเทคด้วยจึงทำให้นักมานุษยวิทยาบางท่านตั้งเป็นทฤษฎีขึ้นว่านี่คือแหล่งโปรตีนหลักของชาวแอซเทค อย่างไรก็ดี
เนื้อมนุษย์นั้นขึ้นชื่อว่าขาดวิตามินบี และไม่ใช่แหล่งโภชนาการที่ดีนัก

การที่ชาวแอซเทคบริโภคสาหร่ายเกลียวทองซึ่งเป็นโปรตีนสมบูรณ์ที่ย่อยง่าย จึงน่าจะเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าเหตุใดประชาชนชาวแอซเทคจึงมีกำลังวังชาในการสร้างเมืองและวัด
Tenochtitlan ขนาดใหญ่มหึมา มีแรงทำสงครามกับพวกที่อยู่ในใจกลางของถิ่นเมโส-อเมริกันและมีการสร้างสรรค์วัฒนธรรมทางศิลปะชั้นสูง, ความรู้ทางคณิตศาสตร์ และปรัชญาได้

เมื่อเข้ามาครอบครองแอซเทค ชาวสเปนไม่อาจจะเข้าใจความนิยมในการบริโภค tecuitlatlและชื่นชอบวิทยาการของ "chinampas" สวนลอยน้ำแห่งเทกซ์โคโคของชาวแอซเทคได้ ทั้งยัง
ไม่เคยรู้ว่าพืชน้ำสีเขียวไร้ค่าในทะเลสาปให้โปรตีนมากกว่าที่ผืนดินสามารถจะผลิตได้อีกด้วย พวกสเปนจึงเริ่มโครงการรุกล้ำหนองน้ำและถมดินเพื่อให้สามารถเพาะปลูกได้

ในปัจจุบัน ทะเลสาปส่วนใหญ่สูญหายไปหมดแล้ว แต่ก็น่าแปลกที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทองที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตั้งอยู่บนพื้นที่ชายฝั่งส่วนที่เหลืออยู่ของทะเลสาปเทกซ์โคโค

ชาวแอซเทคมิใช่ชนเผ่าเดียวที่ยังชีพด้วยการใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารและโปรตีนหากยังเป็นวัฒนธรรมของชนเผ่ามายันแห่งยูคาตัน เพนนินซูลา ในอเมริกากลางอีกด้วย ชนเผ่ามายันยัง
ชีพอยู่อย่างลุ่มๆ ดอนๆ ในสภาพแวดล้อมของป่าดงดิบที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกขนาดใหญ่ ผิวดินของป่าดงดิบสูญเสียความอุดมสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าก็กลายเป็นดินสีแดงแห้งผาก
จนเหมือนซีเมนต์ภายหลังจากถูกหักร้างถางพงและขาดต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม ซึ่งแสดงว่าผืนดินสามารถให้ผลผลิตทางเกษตรได้เพียงแค่ปีหรือสองปีก่อนที่จะต้องปล่อยให้กลับสู่สภาพป่าดิบชื้นต่อไป
ตามเดิม

การเพาะปลูกแบบเลื่อนลอยอย่างนี้ ซึ่งดูไม่มีประสิทธิผลเลยสำหรับพวกเรา กลับเป็นสิ่งที่ชนเผ่ามายันผู้ไม่มีทางเลือกและต้องปล่อยให้สิ่งแวดล้อมเป็นไปตามธรรมชาติต้องทำ ในปัจจุบัน
เชื่อกันว่าการขุดสร้างหนองน้ำกระจายอยู่ทั่วไปตามส่วนที่โล่งของผืนป่าอาจกระทำเพื่อเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง เพราะได้มีการค้นพบระบบคลองส่งน้ำที่ซับซ้อนซึ่งอาจสร้างขึ้นเพื่อให้หนองน้ำ
มีน้ำเต็มตลอดเวลา เนื่องจากมีฝนตกในป่าเพียง 70 ถึง 90 นิ้วต่อปี นักโบราณคดีจึงตั้งทฤษฎีว่าคลองส่งน้ำถูกสร้างขึ้นเพื่อบำรุงเลี้ยงสาหร่ายในบ่อมากกว่าเพื่อให้การชลประทานแปลงเกษตร

การพัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงสาหร่ายน่าจะเป็นสิ่งที่อธิบายได้ว่าประชากรสองล้านคนของชนเผ่ามายันดำรงรักษาความรุ่งเรืองแห่งยุคคลาสสิก (ค.ศ. 900) ไว้ได้อย่างไร แม้อยู่ในสภาวะที่
การเกษตรไม่เอื้ออำนวย

การย้อนกลับมาค้นพบของยุคใหม่

ในปี 1964 นักพฤษศาสตร์ชาวเบลเยี่ยมชื่อ ฌอง เลียวนาร์ด (Jean Leonard) ได้ร่วมเป็นหนึ่งในคณะสำรวจทะเลทรายสะฮารา เมื่อคณะสำรวจเดินทางถึงทะเลสาปชาด เลียวนาร์ด
ได้สังเกตเห็นชาวพื้นเมืองเผ่า Kanembu กำลังตักเอาฝ้าสีเขียวในทะเลสาปขึ้นมาด้วยตะกร้าฟางจากนั้นก็ตากแห้งจนเป็นก้อน ก้อนเหล่านี้เรียกว่า "dihe" เป็นอาหารที่นิยมบริโภคและเป็นสินค้าที่
ซื้อขายกันในตลาดท้องถิ่น

ในทศวรรษ 1960 ความวิตกกังวลว่าแหล่งอาหารของโลกมีจำนวนลดน้อยลงกำลังทวีขึ้นเรื่อยๆ ฌอง เลียวนาร์ดได้ตีพิมพ์รายงานเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองว่าเป็นอาหาร และรายงานชิ้นนี้
ได้สะดุดความสนใจของวิศวกรชาวฝรั่งเศสจำนวนมาก ในปี 1967 นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ ฮิโรชินากามูระ (Hiroshi Nakamura) ได้อ่านบทความเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับโครงการสาหร่ายเกลียวทอง
หลายๆ โครงการ ที่กำลังดำเนินการอยู่โดยศูนย์ปิโตรเลียมแห่งชาติฝรั่งเศส และเกิดความทึ่งว่าน่าจะเป็นไปได้

นากามูระมีความสนใจศักยภาพของสาหร่ายในด้านการเป็นแหล่งโปรตีนของโลกมานานแล้ว แต่เขาไม่เคยทราบเลยว่าสาหร่ายเกลียวทองเหนือกว่าสาหร่ายสายพันธุ์อื่นๆ ถึงเพียงนี้
ภายหลังจากที่ได้รับทราบข้อมูลนากามูระและเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น จึงกลายเป็นผู้บุกเบิกในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองและพัฒนามาสู่การค้าในที่สุด

ปัจจุบันในประเทศญี่ปุ่น สาหร่ายเกลียวทองได้รับการยอมรับว่าเป็นอาหารที่ดีเยี่ยมสำหรับเลี้ยงปลาสวยงามและสัตว์พื้นเมืองชนิดอื่นๆ และยังถูกใช้เป็นอาหารเสริมเพื่อบำบัดรักษาอาการของ
โรคบางชนิดของมนุษย์อีกด้วย จากการที่ชาวญี่ปุ่นใส่ใจมาเป็นเวลานานแล้วเกี่ยวกับการผลิตอาหารให้ได้ปริมาณมากที่สุด โดยใช้พื้นที่และทรัพยากรอย่างจำกัด ทำให้ชาวญี่ปุ่นกลายเป็นผู้นำในการผลิต
และการบริโภคสาหร่ายเกลียวทอง

ช่างน่าขันที่การสร้างฟาร์มเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทองที่ทะเลสาปเท็กซ์โคโคอีกครั้งหนึ่งนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเกิดขึ้นโดยบังเอิญ โดยในปี 1943 บริษัทโสสะเท็กซ์โคโค (Sosa Texcoco
Company) ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสกัดปูนขาวจากน้ำเกลือในทะเลสาป บริษัทไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าอ่างพักน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อการนี้เป็นแบบที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเจริญเติบโตของสาหร่ายเกลียวทอง
พันธุ์พื้นเมือง ซึ่งในไม่ช้าก็กลายเป็นตัวก่อกวนเมื่อมีการเติบโตอย่างหนาแน่นจนทำให้อ่างอุดตัน

เมื่อความสนใจและงานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองแพร่หลายมากขึ้น บริษัทโสสะเท็กซ์โคโคจึงได้รับรู้ว่าตนเองมีโชคใหญ่อยู่ในกำมือ นอกเหนือจากการผลิตปูนขาว ปัจจุบันนี้บริษัทยัง
เก็บเกี่ยวสาหร่ายเกลียวทองได้วันละหนึ่งถึงสองตันอีกด้วย ซึ่งประเทศญี่ปุ่นรับซื้อไว้เกือบทั้งหมดแต่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่ห่วงใยสุขภาพก็ได้กระตุ้นให้มีการส่งออกไปยัง
ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน

องค์ประกอบ
ดูภาพแผนภูมิองค์ประกอบ

 

งานวิจัยอื่น
ผลของการรับประทานสาหร่าย Spirulina ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน


บริษัทกรีนไดมอนต์ จำกัด ผู้ผลิต จำหน่าย สาหร่ายเกลียวทอง สไปรูไลน่า Spirulina ดูรายชื่อตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ /Contact Us ติดต่อเราได้ที่นี่