Language  

งานวิจัย > โภชนาหาร >

คุณค่าทางโภชนาการ


การวิเคราะห์ทางเคมีและคุณค่าทางโภชนาการ

โปรตีน : สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาหร่ายเกลียวทองมีโครงสร้างแบบดั้งเดิมที่ประกอบด้วยเซลล์ที่เก็บอาหารและเยื่อเซลล์เจริญพันธุ์เพียงเล็กน้อย แต่อุดมไปด้วย ribosomes
ซึ่งเป็นส่วนของเซลล์ที่สร้างโปรตีน การจัดองค์ประกอบของเซลล์อย่างเฉพาะเจาะจงเช่นนี้ ทำให้การสังเคราะห์แสงและการสร้างโปรตีนทำได้อย่างว่องไว การที่ไม่มีผนังเซลล์แข็งทำให้ผู้บริโภคมั่นใจ
ได้ว่าโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองย่อมถูกย่อย และถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

สาหร่ายเกลียวทองมีโปรตีนประมาณ 65 - 71% ขึ้นอยู่กับสภาพการเจริญเติบโต โปรตีนเหล่านี้มีความสมบูรณ์ทางชีวภาพ ซึ่งหมายถึงเป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 8 ชนิด
ในสัดส่วนที่เหมาะสม พืชที่เป็นอาหารส่วนมากไม่มีโปรตีนสมบูรณ์ เนื่องจากมักจะขาดกรดอะมิโนชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดอยู่เสมอ

เป็นที่น่าเสียดายว่าร่างกายไม่สามารถเก็บรักษากรดอะมิโนบางชนิดที่ได้รับจากอาหาร มื้อหนึ่งไว้เพื่อรอกรดอะมิโนชนิดอื่นที่คาดหมายว่าจะได้รับในอาหารมื้อต่อๆ มาได้ เพราะการนำ
โปรตีนมาใช้ซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาร่างกายนั้น องค์ประกอบของโปรตีนทุกอย่างที่บริโภคเข้าไปต้องมีอยู่อย่างครบถ้วนในเวลาเดียวกัน มิฉะนั้นกรดอะมิโนก็จะถูกทิ้งไปให้สูญเปล่า

นอกเหนือไปจากนั้นก็คือ ถึงแม้ว่าได้มีการบริโภคโปรตีนสมบูรณ์เข้าไป แต่ถ้าโปรตีนนั้นย่อยได้ยากย่อมทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารที่ต้องการเข้าไปได้ทั้งหมด สาหร่ายเกลียวทอง
มีกรดอะมิโนทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ และยังอยู่ในรูปแบบที่ย่อยได้ง่ายกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์หรือถั่วเหลืองถึงห้าเท่า

กรดอะมิโนจำเป็น 8 ชนิดที่พบว่ามีอยู่ในสาหร่ายเกลียวทอง ได้แก่ :

- ไอโซลิวซีน (ISOLEUCINE - 4.13%) : จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตที่ดีการพัฒนาเชาวน์ปัญญาและการรักษาสมดุลของไนโตรเจนในร่างกาย ไอโซลิวซีนใช้สำหรับสังเคราะห์กรดอะมิโนไม่จำเป็น
ชนิดอื่นๆ

- ลิวซีน (LEUCINE - 5.80%) : เป็นสารกระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มระดับพลังงานให้แก่กล้ามเนื้อ

- ไลซีน (LYSINE - 4.00%) : สร้างภูมิคุ้มกันในเลือดทั้งหมด ทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรงและควบคุมให้เซลล์เจริญเติบโตตามปกติ

- เมธิโอนีน (METHIONINE - 2.17%) : เร่งอัตราการเผาผลาญไขมันและองค์ประกอบของไขมัน(Lipid) กระตุ้นกรดอะมิโนที่บำรุงรักษาสุขภาพของตับ เป็นสารต้านความเครียด ทำให้เส้นประสาท
ผ่อนคลาย

- เฟนีลอะลานีน (PHENYLALANINE - 3.95%) : จำเป็นสำหรับต่อมไธรอยด์ในการสร้างไธร็อกซิน (Thyroxin) ซึ่งเป็นสารกระตุ้นอัตราการเผาผลาญอาหารของร่างกาย

- เธรโอนีน (THREONINE - 4.17%) : ช่วยให้การทำงานของลำไส้, การย่อย, และการดูดซึมสารอาหารดีขึ้น

- ทริพโตเฟน (TRYPTOPHANE - 1.13%) : ทำให้ร่างกายใช้ประโยชน์จากวิตามิน Bได้มากขึ้น, ทำให้เส้นประสาทแข็งแรงขึ้นและมีอารมณ์คงที่มากยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกสงบ
ผ่อนคลาย

- วาลีน (VALINE - 6.00%) : กระตุ้นสมรรถนะของสมองและการประสานงานกันของกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ สาหร่ายเกลียวทองยังมีกรดอะมิโนไม่จำเป็นอีกถึง 10 ชนิดจาก 12 ชนิด คำว่า "ไม่จำเป็น" มิได้หมายความว่าร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้กรดอะมิโนเหล่านี้ แต่หมายความว่าร่างกาย
สามารถสร้างหรือสังเคราะห์กรดอะมิโนเหล่านี้ได้ด้วยตนเองเมื่อต้องการ และเมื่อมีภาวะโภชนาการที่เหมาะสมพร้อมที่จะสร้างได้ อย่างไรก็ดี ร่างกายจะรับสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น ถ้าหากองค์ประกอบ
โปรตีนที่ดีเลิศเหล่านี้มีอยู่พร้อมและครบถ้วนจากแหล่งอาหารที่รับประทานเข้าไป เนื่องจากต้องมีกรดอะมิโนทุกชนิดให้ใช้ได้ในขณะที่เซลล์ผลิตเอนไซม์, โปรตีน, ฮอร์โมน, สารต่างๆ ในสมอง, และผลผลิต
อื่นๆ ของกระบวนการสันดาป จากสารทางชีวเคมีจำนวนนับพันชนิดที่ทำงานและมีปฏิสัมพันธ์กันในร่างกายมนุษย์ ไม่มีชนิดใดเลยที่เกิดขึ้นได้เอง การทำงานทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ต้องพึ่งพาสาร
ชีวเคมีจากอาหารที่รับประทานเข้าไปทั้งสิ้น

กรดอะมิโนไม่จำเป็นต่อไปนี้ มีอยู่ในสาหร่ายเกลียวทอง :

- อะลานีน (ALANINE - 5.82%) : ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง

- อาร์จินีน (ARGININE - 5.98%) : สำคัญยิ่งต่อสุขภาพทางเพศของผู้ชาย เพราะมีอาร์จินีนอยู่ถึง 80% ในน้ำอสุจิ ทั้งยังช่วยขจัดพิษออกจากเลือดอีกด้วย

- กรดแอสพาร์ติก (ASPARTIC ACID - 6.34%) : ช่วยส่งเสริมการแปรรูปคาร์โบไฮเดรทให้เป็นพลังงานภายในเซลล์

- ซีสทีน (CYSTINE - 0.67%) : ช่วยส่งเสริมสุขภาพของตับอ่อนซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และมีการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรท เคยมีการใช้ซีสทีนเพื่อบรรเทาอาการแพ้อาหารและแพ้ยาบางชนิด

- กรดกลูตามิก (GLUTAMIC ACID - 8.94%) : เมื่อใช้ร่วมกับกลูโคสจะเป็นสารอาหารที่สำคัญชนิดหนึ่งสำหรับบำรุงเซลล์สมอง เคยมีการนำกรดกลูตามิกไปใช้เพื่อลดความอยากดื่มแอลกอฮอล์และ
รักษาระดับสุขภาพของจิตประสาท


- กลัยซีน (GLYCINE - 3.5%) : เพิ่มพลังงานและการใช้ออกซิเจนในเซลล์

- ฮิสติดีน (HISTIDINE - 1.08%) : ช่วยให้การส่งผ่านการรับรู้ของเส้นประสาทดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอวัยวะรับเสียง เคยมีการใช้ฮีสติดีนเพื่อแก้ไขคนหูหนวกบางรายให้กลับมาได้ยินอีก

- โพรลีน (PROLINE - 2.97%) : เป็นสารเริ่มต้นของกรดกลูตามิก

- ซีรีน (SERINE - 4.00%) : ช่วยในการสร้างปลอกไขมันป้องกันรอบเส้นใยประสาท

- ไทโรซีน (TYROSINE - 4.60%) : ทำให้เซลล์แก่ช้าลง และกดศูนย์ควบคุมความอยากอาหารในสมองส่วนไฮโปธาลามัส สามารถสังเคราะห์ได้จากเฟนีลอะลานีน ไทโรซีนเกี่ยวข้องกับการให้สี
ที่ถูกต้องแก่เส้นผมและผิวหนัง รวมถึงการป้องกันผมและผิวหนังจากการถูกแดดเผา

แร่ธาตุ : ถึงแม้ว่าโปรตีนเป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต แต่แร่ธาตุจำนวนเล็กน้อยหลายชนิดสามารถส่งผลได้อย่างสำคัญต่อสุขภาพและกระบวนการเผาผลาญพลังงาน น้ำที่สาหร่ายเกลียวทอง
ชอบขึ้นนั้นเป็นน้ำที่เข้มข้นไปด้วยแร่ธาตุที่สะสมมาจากดินโบราณและภูเขา ซึ่งพืชชนิดอื่นไม่สามารถขึ้นได้ เพราะเหตุว่าสาหร่ายเกลียวทองเจริญเติบโตในน้ำที่เป็นด่าง มันจึงรวบรวมและสังเคราะห์
แร่ธาตุหลายชนิดเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดสารประกอบขึ้นภายในโครงสร้างของเซลล์

การที่สาหร่ายเกลียวทองเปลี่ยนแปลงแร่ธาตุให้กลายเป็นองค์ประกอบทางธรรมชาตินั้นแร่ธาตุจึงหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับกรดอะมิโน ดังนั้น ร่างกายจึงดูดซึมแร่ธาตุเข้าไปได้ง่ายยิ่งขึ้น
บ่อยครั้งที่คนเรา ได้กินแร่ธาตุที่เป็น สาร อนินทรีย์เข้าไปเป็นจำนวนมาก โดยไม่เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพแต่อย่างใด นั่นเป็นเพราะร่างกายไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสารที่ไม่เข้ากันเหล่านี้ อันที่จริงมี
พยานหลักฐานมากมายที่แสดงว่าแร่ธาตุที่เป็นสารอนินทรีย์สามารถสกัดกั้นการดูดซึมแร่ธาตุที่เป็นสารอินทรีย์ได้ และนำไปสู่การเป็นโรคหลายอย่างที่เกี่ยวกับการขาดแร่ธาตุในที่สุด

สาหร่ายเกลียวทองมีแร่ธาตุที่จำเป็นและหาได้ยากซึ่งรับมาจากสิ่งแวดล้อมที่มันเจริญเติบโตขึ้นมา แล้วนำมาหลอมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็นสารต่างๆ ที่สามารถดูดซึมได้ง่าย ได้แก่ :

- โพแทสเซียม (POTASSIUM - 15,400 มก./กก.) แร่ธาตุสำคัญที่ขาดไม่ได้ ซึ่งช่วยปรับสมดุลของสารละลายที่เป็นตัวนำไฟฟ้าในร่างกาย การได้รับโพแทสเซียมไม่เพียงพอทำให้หัวใจหยุดทำงาน,
ความดันโลหิตสูง, ไตทำงานหนักเกินไป และกล้ามเนื้อเสื่อม

- แคลเซียม (CALCIUM - 1,315 มก./กก.) แร่ธาตุที่มีอยู่มากที่สุดในร่างกาย แคลเซียมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของกระดูกและฟัน แต่ก็ยังเกี่ยวข้องกับการส่งผ่านประสาทสัมผัสไปยังกล้ามเนื้อ
ในน้ำหนักที่เท่ากันสาหร่ายเกลียวทองให้แคลเซียมได้มากเท่าๆ กับนม

- สังกะสี (ZINC - 39 มก./กก.) เป็นศูนย์กลางของปฏิกิริยาทางเคมีของเอนไซม์มากกว่า 30 ชนิด ทั้งยังส่งผล อย่างทั่วถึงต่อสุขภาพของจิตประสาท, สีผิว, การทำงานของต่อมลูกหมาก และ
ความสามารถในการเยียวยารักษาตนเองของเซลล์

- แมกนีเซียม (MAGNESIUM - 1,915 มก./กก.) การได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง กระตุก รวมไปถึงหัวใจเต้นผิดปกติ แมกนีเซียมช่วยในการดูดซึมวิตามิน ซี, วิตามินบี
และโปรตีน

- แมงกานีส (MANGANESE - 25 มก./กก.) กระตุ้นระบบการทำงานของเอนไซม์ร่วมกับสังกะสี ส่งเสริมให้การทำงานของเส้นประสาทที่ส่งสารเคมีไปกระตุ้นระบบประสาททั่วร่างกายทำงานได้ดี
ยิ่งขึ้น และยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด

- ซีลีเนียม (SELENIUM - 0.40 ppm.) แต่ก่อนเชื่อกันว่าเป็นโลหะหนักที่เป็นพิษ แต่ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่าซีลีเนียมจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพ เพราะช่วยป้องกันความแก่, กำจัดและป้องกันการ
ก่อตัวของอนุมูลอิสระ, ลดความเป็นพิษของสารก่อมะเร็ง, และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจดีขึ้น

- เหล็ก (IRON - 580 มก./กก.) ส่งเสริมการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นสารสีที่ช่วยลำเลียงออกซิเจนและพบในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่แข็งแรง การขาดธาตุเหล็กเป็นเรื่องที่พบมากที่สุดในหมู่สตรีที่อยู่ในวัย
เจริญพันธุ์

- ฟอสฟอรัส (PHOSPHORUS - 8,942 มก./กก.) เป็นแร่ธาตุที่มีปริมาณมากเป็นอันดับสองในร่างกายมนุษย์ ฟอสฟอรัสมีอยู่ในทุกๆ เซลล์ และทำงานร่วมกันกับแคลเซียมเพื่อรักษาความแข็งแรง
ของกระดูก ช่วยในการย่อยคาร์โบไฮเดรท, วิตามินบี, ไนอาซิน และไรโบฟลาวิน

วิตามิน : สาหร่ายเกลียวทองมีวิตามินหลายชนิดที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจำเป็นต้องใช้ในกระบวนการสันดาป วิตามินเหล่านี้ได้แก่

- ไพริดอกซิน (PYRIDOXINE หรือ วิตามินบี 6 - 3 มก./กก.) เกี่ยวข้องในการสลายและดูดซึมโปรตีน ช่วยให้หัวใจแข็งแรง ลดอาการบวมน้ำและรักษาระดับฮอร์โมนเพศหญิงให้คงที่ ดร. คาร์ล
ไฟเฟอร์ ได้เคยพิสูจน์ว่าวิตามินบี 6 เมื่อใช้ร่วมกับสังกะสีสามารถรักษาโรคจิตเภทบางประเภทได้

- ไบโอติน (BIOTIN - 0.4 มก./กก.) เป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ลำเลียงคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเซลล์ระหว่างที่เกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรท ทั้งยังทำงานร่วมกับเอนไซม์ชนิดอื่น
ในการดูดซึมวิตามินบีรวม ไบโอตินถูกทำลายได้ด้วยการรับประทานไข่ขาวดิบและเนื้อปลาดิบบางชนิด

- โคบาลามิน (COBALAMIN หรือ วิตามินบี 12 - 2 มก./กก.) เป็นวิตามินที่พบได้น้อยที่สุดในผักแต่สาหร่ายเกลียวทองกลับมีวิตามินชนิดนี้อยู่อย่างเหลือเฟือถึง 250% มากกว่าในตับวัวซึ่งเคยเชื่อกันว่า
เป็นแหล่งที่มีวิตามินชนิดนี้มากที่สุดตามธรรมชาติ การรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเพียงมื้อเดียว ทำให้ได้วิตามินบี 12 มากกว่าปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน คือ 1.5-3 ไมโครกรัมได้อย่าง
ง่ายดาย การขาดวิตามินบี 12 ส่งผลให้เป็นโรคโลหิตจางอย่างรุนแรง ประสาทเสื่อม แก่ก่อนวัย อ่อนเพลียง่ายอย่างเห็นได้ชัด และมีอาการป่วยทางจิตประสาทคล้ายกับเป็นโรคจิตเภท

- กรดแพนโทเธนิก (PANTOTHENIC ACID - 11 มก./กก.) เป็นวิตามินแห่งความเครียดที่ต่อม อะดรีนาลีนใช้ร่วมกับโคเลสเตอรอลและวิตามินซี ในการผลิตคอร์ติโซนและสารสเตอรอยด์ชนิดอื่น
เพื่อตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายและจิตใจ คนที่ขาดกรดแพนโทเธนิกทำให้ไวต่ออาการภูมิแพ้, ติดเชื้อง่าย และเป็นโรคชราต่างๆ เช่น โรคข้ออักเสบ และโรคปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ
โรคแผลเปื่อยและโรคน้ำตาลในเลือดต่ำก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินชนิดนี้ด้วยเช่นกัน

- กรดโฟลิก (FOLIC ACID - 0.5 มก./กก.) จำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างสารสีแดงในเซลล์เม็ดเลือดแดง การขาดกรดโฟลิกทำให้เป็นโรคโลหิตจาง การให้สีผิวผิดปกติ และผมหงอกก่อนวัย

- ไอโนซิโทล (INOSITOL - 350 มก./กก.) ช่วยบำรุงตัวจับไขมันสำคัญซึ่งส่งผลให้ตับแข็งแรงและช่วยกำจัดพิษของสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนเพศหญิงที่มีมากเกินไป ช่วยรักษาระดับ
โคเลสเตอรอลในเลือดให้เป็นปกติ ตับจะใช้ไอซิโนโทลร่วมกับโคลีนเพื่อผลิตเลซิทิน ไอซิโนโทลเป็นวิตามินที่มีมากเป็นอันดับสองในร่างกายรองลงมาจากไนอาซิน ผลการวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่าเมื่อใช้
ไอโนซิโทลร่วมกับไบโอตินช่วยลดอาการผมร่วงได้

- ไนอาซิน (NIACIN - 118 มก./กก.) เป็นที่รู้จักกันทั้งสองแบบคือกรดนิโคตินิกและไนอาซินามิด ไนอาซินจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพของจิตประสาท ดร. อับราม ฮอฟเฟอร์ ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือด้าน
การเป็นผู้นำในการรักษาโรคทางจิตเวชด้วยการควบคุมสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินที่รับประทานเข้าไป เขาได้เคยใช้ไนอาซิรักษาอาการของโรคจิตเภทให้หายขาดได้ ตำราเรียนทางเภสัช
ศาสตร์ชื่อ The Physicians' Desk Reference ที่แพทย์ทั่วไปใช้เมื่อสั่งยาสำหรับการรักษาด้วยยา ยอมรับคุณค่าของไนอาซินว่าเป็นสารที่ทำให้ปริมาณโคเลสเตอรอลลดลงอย่างมีประสิทธิผล

- ไรโบฟลาวิน (RIBOFLAVIN หรือ วิตามินบี 2- 40 มก./กก.) การขาดวิตามินที่พบบ่อยที่สุดคือการขาดไรโบฟลาวิน ซึ่งทำให้เกิดโรคต้อกระจก สูญเสียการมองเห็น ตาแฉะ และโรคผิวหนังอักเสบ
แบบเฉียบพลันที่ไม่สามารถควบคุมได้

- ไธอามิน (THIAMINE หรือ วิตามินบี 1- 55 มก./กก.) เป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ทำให้คาร์โบไฮเดรทแตกตัว ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด การขาดวิตามินนี้จะทำให้อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม
ช่องท้องขยาย และประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง การขาดไธอามินอย่างรุนแรงส่งผลให้ถึงตายได้ เนื่องจากจะมีอาการโลหิตเป็นพิษอย่างร้ายแรงซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถ
ย่อยสลายคาร์โบไฮเดรทได้

- โธโคเฟอโรล (TOCOPHEROL หรือ วิตามินอี - 190 มก./กก.) สาหร่ายเกลียวทองมีวิตามินอีมากกว่าในจมูกข้าวสาลีเมื่อเทียบกันกรัมต่อกรัม สารอาหารนี้ช่วยคุ้มครองสุขภาพของหัวใจ
และหลอดเลือด ส่งเสริมประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเซลล์ และช่วยชะลอความชรา

คาโรทีนอยด์ : พบในพืชผักที่เป็นอาหาร เป็นสารบางอย่างซึ่งไม่ใช่วิตามินแต่ให้สารแรกเริ่มที่ร่างกายสามารถเอาไปใช้สังเคราะห์วิตามินได้เมื่อต้องการ สารคาโรทีนอยด์เชิงซ้อนในสาหร่าย
เกลียวทองก็มีคุณสมบัติเช่นนี้ เนื่องจากสารนี้ใช้ในการผลิตวิตามินเอ

วิตามินเอที่แท้จริงนั้นพบได้ในแหล่งที่มาจากสัตว์เท่านั้น เช่น ในตับ และเป็นวิตามินที่ยังไม่สำเร็จรูป ซึ่งในบางครั้งก็กลายเป็นสารพิษ และอาจได้รับในปริมาณมากเกินความต้องการ
เนื่องจากมันเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและไม่อาจขับออกจากร่างกายได้อย่างง่ายดาย

ในทางกลับกัน สารคาโรทีนอยด์เชิงซ้อนที่พบในพืชผักที่เป็นอาหารจะถูกเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอ เฉพาะเมื่อร่างกายต้องการเท่านั้น ดังนั้น จึงลดอันตรายจากภาวะวิตามินเอเป็นพิษได้
สาหร่ายเกลียวทองและสาหร่ายชนิดอื่นเป็นแหล่งสำคัญแหล่งเดียวที่ให้สารแรกเริ่มในการสร้างวิตามินเอ และคาโรทีนอยด์จากสาหร่ายนี้เองที่ตับปลาได้รับมาและสร้างขึ้นเป็นวิตามินเอ

สาหร่ายเกลียวทองมีสารสีเหลืองอมส้มของคริพโตแซนธีน และ เบต้า-แคโรทีน ซึ่งใช้สร้างวิตามินเอได้ โดยปกติแคโรทีน 2 หน่วยจะให้ผลผลิตเป็นวิตามินเอสมบูรณ์ได้ 1 หน่วยเมื่อร่างกาย

ต้องการ สาหร่ายเกลียวทองมีคาโรทีนอยด์ถึง 4,000 มก./กก. ในรูปแบบต่างๆ ต่อไปนี้
อัลฟา-แคโรทีน (Alpha-carotene) - มีเล็กน้อย
เบต้า-แคโรทีน (Beta-carotene) - 1,700 มก./กก.
แซนโธฟีลิส (Xanthophylis) - 1,000 มก./กก.
คริพโทแซนธีน (Cryptoxanthin) - 556 มก./กก.
เอคินีโนน (Echinenone) - 439 มก./กก.
ซีแซนธิน (Zeaxanthin) - 316 มก./กก.
ลูทีน (Lutein) - 289 มก./กก.

สารสีเอนไซม์ : ในขณะที่ปริมาณของโปรตีน, แร่ธาตุ และวิตามินในสาหร่ายเกลียวทองมีอยู่อย่างมากมาย สิ่งมีชีวิตเล็กๆ นี้ก็ยังอุดมไปด้วยสารสีที่เป็นสารเคมีชีวภาพที่สำคัญต่อชีวิตอีกด้วย
หากปราศจากสารสี สิ่งมีชีวิตย่อมไม่สามารถสังเคราะห์เอนไซม์หลายชนิดที่จำเป็นต่อการสร้างสมดุลให้แก่กระบวนการ สันดาป ของร่างกาย

สารสีที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในสาหร่ายเกลียวทองได้แก่คลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นโมเลกุลสีเขียวตามธรรมดาของพืชทั่วไป คลอโรฟิลล์จะปล่อยไอออน (Ion) ออกมาเมื่อได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์
ไอออนอิสระเหล่านี้จะทำการกระตุ้นปฏิกิริยาทางเคมีชีวภาพที่สร้างโปรตีน, วิตามิน และน้ำตาลขึ้น

ในบางครั้งคลอโรฟิลล์จะถูกเรียกว่า "เลือดสีเขียว" เนื่องจากมีลักษณะคล้ายคลึงกับโมเลกุลของฮีโมโกลบินที่พบในเซลล์เม็ดเลือดแดงของมนุษย์ อันที่จริงทั้งคลอโรฟิลล์และฮีโมโกลบินถูกสร้าง
ให้มีโครงสร้างของโมเลกุลอย่างเดียวกันที่เรียกว่า "วงแหวนไพร์โรล" (pyrrole rings) และสารทั้งสองต่างก็เป็นสารเคมีที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า "สารสีพอร์ไพริน" (porphyrin pigments)

ความแตกต่างของสารสีทั้งสองนี้ก็คือ คลอโรฟิลล์มีไอออนของแมกนีเซียมที่แกนกลางอะตอม ซึ่งแมกนีเซียมจะให้สีเขียวแก่โมเลกุลของคลอโรฟิลล์ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการ "สร้าง" วัตถุ
ธาตุชนิดอื่นๆ ในขณะที่ฮีโมโกลบินมีโมเลกุลของธาตุเหล็กซึ่งให้สีแดงแก่ฮีโมโกลบิน และเปลี่ยนหน้าที่ของโมเลกุลพอร์ไพรินไปเป็นกระบวนเกี่ยวกับการหายใจและการสลายวัตถุธาตุชนิดต่างๆ

สารสีเอนไซม์ : ในขณะที่ปริมาณของโปรตีน, แร่ธาตุ และวิตามินในสาหร่ายเกลียวทองมีอยู่อย่างมากมาย สิ่งมีชีวิตเล็กๆ นี้ก็ยังอุดมไปด้วยสารสีที่เป็นสารเคมีชีวภาพที่สำคัญต่อชีวิตอีกด้วย
หากปราศจากสารสี สิ่งมีชีวิตย่อมไม่สามารถสังเคราะห์เอนไซม์หลายชนิดที่จำเป็นต่อการสร้างสมดุลให้แก่กระบวนการ สันดาป ของร่างกาย

สารสีที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในสาหร่ายเกลียวทองได้แก่คลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นโมเลกุลสีเขียวตามธรรมดาของพืชทั่วไป คลอโรฟิลล์จะปล่อยไอออน (Ion) ออกมาเมื่อได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์
ไอออนอิสระเหล่านี้จะทำการกระตุ้นปฏิกิริยาทางเคมีชีวภาพที่สร้างโปรตีน, วิตามิน และน้ำตาลขึ้น

ในบางครั้งคลอโรฟิลล์จะถูกเรียกว่า "เลือดสีเขียว" เนื่องจากมีลักษณะคล้ายคลึงกับโมเลกุลของฮีโมโกลบินที่พบในเซลล์เม็ดเลือดแดงของมนุษย์ อันที่จริงทั้งคลอโรฟิลล์และฮีโมโกลบินถูกสร้าง
ให้มีโครงสร้างของโมเลกุลอย่างเดียวกันที่เรียกว่า "วงแหวนไพร์โรล" (pyrrole rings) และสารทั้งสองต่างก็เป็นสารเคมีที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า "สารสีพอร์ไพริน" (porphyrin pigments)

ความแตกต่างของสารสีทั้งสองนี้ก็คือ คลอโรฟิลล์มีไอออนของแมกนีเซียมที่แกนกลางอะตอม ซึ่งแมกนีเซียมจะให้สีเขียวแก่โมเลกุลของคลอโรฟิลล์ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการ "สร้าง" วัตถุ
ธาตุชนิดอื่นๆ ในขณะที่ฮีโมโกลบินมีโมเลกุลของธาตุเหล็กซึ่งให้สีแดงแก่ฮีโมโกลบิน และเปลี่ยนหน้าที่ของโมเลกุลพอร์ไพรินไปเป็นกระบวนเกี่ยวกับการหายใจและการสลายวัตถุธาตุชนิดต่างๆ

สารสีที่ให้สีน้ำเงินแก่สาหร่ายเกลียวทองคือไฟโคไซยานิน พบว่ามีอยู่มากถึงประมาณ 7%เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณคลอโรฟิลล์ 1% ที่พบโดยทั่วไป ไฟโคไซยานินมีความสัมพันธ์กับสารสี
บิลิรูบิน (bilirubin) ของมนุษย์ ซึ่งจำเป็นต่อสุขภาพการทำงานของตับและการย่อยกรดอะมิโน

สารสีชนิดอื่นที่สำคัญได้แก่พอร์ไพริน ซึ่งเป็นสารเพิ่มสีแดงที่สร้างนิวเคลียสของฮีโมโกลบิน สารที่เกี่ยวข้องกับสารนี้คือโมเลกุลโพลีไพร์โรล (polypyrrole molecule) ของวิตามิน
บี 12 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงที่แข็งแรง

สารเหล่านี้และสารสีชนิดอื่นๆ ที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยอีกหลายชนิด เช่น ไฟโคอีรีธริน(phycoerythrin) เตตระไพร์โรล (tetrapyrrole) ไฟโตนาดิโอน (phytonadione) และ
คาร์โรทีนอยด์ (carotenoids) มิได้เป็นเพียงแค่ "สี" ของสิ่งมีชีวิต แต่ใช้เพื่อดำเนินกระบวนการสันดาปทั่วร่างกาย หากปราศจากสารเหล่านี้ ปฏิกิริยาเอนไซม์ต่างๆ จะลดลงจนกระทั่งเซลล์สลายตัวไป

ไขมัน น้ำตาล เกลือ และพลังงาน : เป็นการยากที่จะจินตนาการว่าแหล่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารอย่างสาหร่ายเกลียวทองนั้น ไม่มีไขมัน แป้ง และพลังงานอยู่ด้วย น่าประหลาดใจที่สาหร่าย
เกลียวทองมีไขมันเพียง 7% และเกือบทั้งหมดอยู่ในรูปของกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยควบคุมโคเลสเตอรอล กรดไขมันจำเป็นนี้ซึ่งในบางครั้งเรียกว่าวิตามินเอฟ ประกอบด้วย กรดไลโนเลอิก
กรดไลโนเลนิก และกรดอาราคิโดนิก กรดเหล่านี้ร่างกายใช้เพื่อสร้างโพรสตาแกนดิน (prostraglandins) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตและความยืดหยุ่นของเส้นโลหิตฝอย

กรดไขมันจำเป็นเกี่ยวข้องกับกระบวนการหายใจของทุกๆ เซลล์ และสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะต่อการขนส่งออกซิเจน กรดไขมันจำเป็นเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพของเส้นผม ผิวหนังและเล็บ
และยังช่วยสลายโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด มันไม่ใช่ไขมันอันตรายแต่เป็นไขมันที่จำเป็นต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

สาหร่ายเกลียวทองมีแป้งหรือน้ำตาลอยู่น้อยมาก คาร์โบไฮเดรทที่มีอยู่ประมาณ 10-15% นั้น ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของน้ำตาลแรมโนส (rhamnose) และไกลโคเจน (glycogen) ซึ่งน้ำตาล
โพลีแซกคาไรด์ทั้งสองชนิดนี้ถูกเซลล์ของมนุษย์ดูดซึมไปได้ง่ายโดยอินซูลินเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย น้อยมากดังนั้น น้ำตาลในสาหร่ายเกลียวทองจึงให้พลังงานได้อย่างรวดเร็วมาก โดยไม่เป็นภาระต่อตับอ่อน
หรือเร่งให้เกิดภาวะการขาดน้ำตาลในเลือด

ถ้ามองในแง่ของการให้พลังงานเป็นแคลอรี สารอาหารที่ได้จากสาหร่ายเกลียวทองนับว่าคุ้มค่า เพราะในสาหร่ายเกลียวทองมีโปรตีนที่ให้พลังงานเพียง 3.9 แคลอรีต่อกรัม เมื่อเทียบกับ
65 แคลอรีต่อกรัมของโปรตีนที่ได้จากเนื้อวัว โดยเฉลี่ยแล้วสาหร่ายเกลียวทองเม็ดละ 500 มิลลิกรัม จะให้พลังงานเพียงหนึ่งหรือสองแคลอรีเท่านั้น !

บางคนระวังเกี่ยวกับโซเดียมในอาหาร และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำจากสาหร่ายทะเลเช่น โนริ, วากามิ และคอมบุ อาหารที่ทำจากสาหร่ายเคลพ์เหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก แต่ก็มี
โซเดียมปนอยู่ในปริมาณมากด้วยเช่นกัน สาหร่ายเกลียวทองไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโซเดียมเหมือนสาหร่ายที่เจริญเติบโตในทะเล เพราะให้โซเดียมเพียง .206 มิลลิกรัมต่อหนึ่งเม็ด คนไข้ที่เป็นโรคความดัน
โลหิตสูงส่วนมากต้องจำกัดการรับประทานโซเดียมเพียงแค่วันละ 2,000 มิลลิกรัมหรือน้อยกว่าต่อวันสาหร่ายเกลียวทองมีโซเดียมในปริมาณที่น้อยมากจนไม่เป็นอันตรายใดๆ ต่อคนที่ต้องรับประทาน
อาหารที่จำกัดความเค็ม



กลับสู่หน้าเดิม


บริษัทกรีนไดมอนต์ จำกัด ผู้ผลิต จำหน่าย สาหร่ายเกลียวทอง สไปรูไลน่า Spirulina ดูรายชื่อตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ /Contact Us ติดต่อเราได้ที่นี่